วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ค่านิยมวัยรุ่นไทย

1.ค่านิยมของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน
           1.1 แฟชั่นการแต่งตัวของวัยรุ่น           
          ด้วยการที่ปัจจุบันนี้มีการนำวัฒนธรรมต่างๆของชาวต่างชาติเข้ามาเป็นอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งเรียกได้ว่านั่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นในปัจจุบันนี้มีทัศนคติ ต่างๆที่เปลี่ยนไปอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้วัยรุ่นมีค่านิยมที่เปลี่ยนไปจากเดิมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมในการแต่งตัวของวัยรุ่นไทย ที่ทุกวันนี้มีการเลียนแบบต่างประเทศมาก ซึ่งวัยรุ่นจะมีการแต่งตัวที่ไม่เหมือนเดิมด้วยการที่มีแฟชั่นใหม่ๆเกินขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ซึ่งอาจจะได้เป็นการที่วัยรุ่นได้เสพเอาค่านิยมอย่างประเทศเกาหลีเข้ามามากกว่าเดิมก็ได้ และก็ยังมีอีกหลายประเทศด้วยกัน วัยร่นนั้นเป็นวัยที่มีความคิดแปลกใหม่ และไม่สนใจความคิดของคนอื่น คิดว่าความคิดของตนเองนั้นเป็นใหญ่และก็ถูกอยู่เสมอเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นวัยที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกใน ด้านต่างๆด้วย และสำหรับการแต่งตัวทุกวันนี้ วัยรุ่นไม่ค่อยจะมองเห็นวัฒนธรรมของความเป็นไทยที่มีมาแต่โบราณสักเท่าไหร่ หรอกเนื่องจากว่าอยากจะแต่งแบบไหนก็ตามใจตนเองและเชื่อความคิดของตนเองด้วย และทุกวันนี้ค่านิยมทางแฟชั่นการแต่วงตัวของวัยรุ่นก็ยังผิดๆด้วยเพราะว่า การที่แต่งตัวฟิตๆสั้นๆ เป็นที่แน่นอนว่าต้องมีปัญหาตามมาอย่างแน่เพราะว่า จะล่อแหลมต่อสายตาคนมองและนั้นก็จะสามารถทำให้เกิดการก่ออาชญากรรมตามมาได้ อีกด้วยเช่นกัน อย่างที่เราเห็นตามสื่อต่างๆ เป็นประจำนั่นเองค่ะ วัยรุ่นไทยนั้นก็ควรที่จะแต่งตัวให้ถูกการะเทศะเพื่อเป็นการลดปัญหาการก่อ เหตุการณ์ร้ายๆต่างที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็ได้
เรื่องของการแต่งกายนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราก็ต้องเรียนรู้การแต่งกายเพื่อความเหมาะสม และก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา
           1.2 การทานผักของวัยรุ่น                                                        
            ด้วยการที่ปัจจุบันนี้วัยรุ่นได้มีการเปลี่ยนค่านิยมต่างๆ ใหม่ๆอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีความคิดที่มั่นใจและเป็นของตัวเองมากขึ้น ด้วย อย่างเช่นวัยรุ่นหลายๆคนที่เป็นตัวของตัวเองที่สูง อย่างที่เรียกกันว่าเด็กแนว สำหรับเรื่องของการทานอาหารของวัยรุ่นก็มีค่านิยมที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งการทานอาหารของวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนไปนั้นก็อย่างเช่นมีการนั่งทาน อาหารตามร้านที่มีคนเยอะ เพื่อเป็นการอวดกัน และอาหารแต่ละประเภทก็ล้วนไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อมีรสนิยมการกินอาหารที่ เปลี่ยนไป การทานผักของวัยรุ่นจึงได้มีการลดลงไปด้วย วัยรุ่นหลายๆคนที่มีความคิดที่ผิด อาจจะทานอาหารที่ไม่มีผักเลย และนั่นก็ยังเป็นการทำร้ายสุขภาพยังไม่พอหรอก เพราะว่านอกจากวัยรุ่นจะไม่ทานผักแล้ว วัยรุ่นก็ยังหันไปบริโภคแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้นด้วย อย่างเช่นพวกอาหารที่ทำจากแป้งที่วัยรุ่นมีการบริโภคมากข้น อีกทั้งยังมีการทานหรือดื่มพวกอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย อย่างเช่นการดื่มสุรา ของมึนเมาต่างๆที่เป็นส่วนที่ก่อให้ร่างกายเกิดความเสื่อมโทรมได้ง่าย อีกทั้งยังวัยรุ่นยังชอบทานอาหารขยะต่างๆ อย่างเช่นขนมอบกรอบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำรายสุขภาพเราได้นั่นเองค่ะการที่วัยรุ่นเป็นวัย ที่กำลังต้องการสารอาหารเพื่อบำรุงการเจริญเติบโตนั้น การทานผักจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วย
2.สาเหตุที่ส่งผลให้ค่านิยมของวัยรุ่นเปลี่ยนไปจากสมัยก่อน
           2.1 ชอบทดลอง
              วัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้ อยากเห็น ชอบทดลอง โดยปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่างๆ ที่เป็นแรงผลักดันให้
วัย รุ่นแสดงออกถึงความต้องการมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แผ่นซีดีลามก หนังสือการ์ตูน อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสนุกระหว่างร่วมเพศกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็หาซื้อได้ง่ายขึ้น และเป็นสิ่งกระตุ้นให้วัยรุ่นอยากมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น ทั้งที่สังคมไทยในสมัยก่อน ไม่ค่อยจะยอมรับกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว สำหรับสังคมไทย
           2.2 การออดอ้อน
              ทนต่อแรงออดอ้อนของอีกฝ่ายไม่ไหว บางคนอาจจะอ้างมาเพื่อพิสูจน์รักแท้ที่มีต่อกันบ้าง หรือว่า
ถ้า ไม่ยอมก็แสดงว่าไม่รักกันจริง ทำให้อีกฝ่าย (ซึ่งมักจะเป็นผู้หญิง) ทนต่อคำออดอ้อนของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ไหว หรือการออดอ้อนในเทศกาลต่างๆ เช่น พิสูจน์กันในเทศกาลแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ซึ่งมีสถิติว่ามีคนหนุ่ม สาว มีเพศสัมพันธ์กันมากในวันนี้ ถ้าสิ่งต่างๆเหล่านี้ เกิดขึ้นในสังคมไทยสมัยก่อน ลูกสาวบ้านนั้นคงจะตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน และอับอายจนอาจจะต้องย้ายที่อยู่กันเลย แต่ในปัจจุบันเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กลับเป็นเรื่องของชายกับหญิงเท่านั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น การตั้งครรภ์ เรื่องถึงจะรู้ถึงผู้ใหญ่ให้ช่วยแก้ปัญหาให้
           2.3 แฟชั่น
              การได้เสียกันในปัจจุบันถือว่าเป็นไปตามกระแสของแฟชั่น กล่าวคือ หากคนรักคู่ใดเป็นแฟนกันมา นาน แล้วไม่มีอะไรกันถือว่าเชย หรือบางคู่ถ้าฝ่ายหญิงไม่ยอมตกเป็นของฝ่ายชาย ถึงขั้นเลิกกันก็มี เพราะหาว่าไม่รักกันจริง คำก็อ้างว่าไม่รัก สองคำก็อ้างว่าไม่รัก สุดท้ายก็ยอมมันเสียเลย
           2.4 ความรู้สึกเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน
              การมีเพศสัมพันธ์กันนั้น เหมือนกับการได้สัมผัสเรือนร่างของอีกฝ่ายหนึ่ง ได้สัมผัสร่างกายของกัน
และ กัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกว่าเป็นของกันและกัน โดยในสมัยก่อนนั้นชาย หญิง จะถูกเนื้อต้องตัวกันได้ ก็ในคืนวันแต่งงาน หรือว่าบางคู่ ยังไม่มีฤกษ์เข้าหอ ฝ่ายชายก็ต้องรอจนกว่าจะมีฤกษ์ ถึงจะได้สัมผัสเนื้อตัวฝ่ายหญิง และหากแต่งงานกันแล้ว หากหญิงใดที่แอบปันใจ หรือไปมีอะไรกับชายอื่น ผู้หญิงคนนั้นก็จะถูกประนามและกล่าวว่ามี ชู้แต่ในสังคมปัจจุบันการมีเพศสัมพันธ์กับใคร ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ และยังสามารถไปมีอะไรกับคนอื่นได้อีก โดยไม่เกรงกลัวต่อการผิดหลักศีลธรรมเหมือนที่ผ่านมา
           2.5 ความรู้สึกว่าตนเองมีค่าต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
              การรู้จักและคบหากันจนถึงขั้นที่เรียกว่า แฟนนั้น หลายคู่ใช้ระยะเวลาสั้น ยาว ที่แตกต่างกัน
แต่ แน่นอนว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของคู่รักจบลงที่การมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเป็นที่ต้องการหรือมีค่าสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหญิงใดในสังคมไทยปัจจุบันที่สามารถรักษาพรหมจรรย์ ได้ถึงวันแต่งงาน ซึ่งนับวันจะมีน้อยลงทุกที ถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก สังคมไทยปัจจุบันควรปลูกฝังให้หญิงไทยหันกลับมารักนวลสงวนตัว หวงแหนพรหมจรรย์ เอาไว้ถึงวันแต่งงานกันดีกว่า
           2.6 สัญชาตญาณของการสืบพันธุ์
              การมีเพศสัมพันธ์ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือว่าสัตว์ก็ตาม แต่อาจ
จะ แตกต่างกันตรงที่สัตว์นั้นบางชนิดอาจจะเป็นช่วงฤดูกาลอยู่บ้าง แต่สำหรับมนุษย์เราแล้วนั้นไม่จำกัดเวลา วัยรุ่นเมื่อถึงวัยจะมีแรงผลักดันจากฮอร์โมนภายในร่างกาย ให้แสดงออกถึงความต้องการของการมีเพศสัมพันธ์ โดยการแสดงออกของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป บางคนต้องการถึงขนาดไปข่มขืน หรือว่าเอาญาติพี่ น้อง ด้วยกันเองก็มี อย่างที่เป็นข่าว ให้เห็นกันเกือบทุกวัน      
3.ค่านิยมที่ควรปลูกฝังให้กับวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน
   “สิ่งแวดล้อมของครอบครัวคือ การที่พ่อแม่หรือคนในครอบครัวยังคงให้ลูกหลานรักษาระเบียบวินัย และเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ คือมักจะไม่ค่อยปล่อยให้ลูกมีอิสระมากนัก ซึ่งจะให้ลูกอยู่ในโอวาทตลอด การให้ลูกเป็นศูนย์กลางเพื่อแสดงพฤติกรรมที่เป็นอิสระทั้งการกระทำ และทางความคิด จึงมาจากแนวทางปฏิบัติของพ่อแม่ ดังนั้นการปฏิบัติตนและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่จึงมีอิทธิพลต่อกระบวนการขัดเกลาให้กับเด็กและวัยรุ่นในสังคมไทยอย่างมาก และค่านิยม ซึ่งค่านิยมของวัยรุ่นมักจะเกิดจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และการอบรมบ่มนิสัยภายในครอบครัว โดยวัยรุ่นจะกระทำในสิ่งที่พึงพอใจ และไม่กระทำในสิ่งที่ตนเองไม่พึงพอใจ อีกทั้งพฤติกรรมการแสดงออกของวัยรุ่นจึงเกิดจากอิทธิพล  ปัจจัยแวดล้อมในเรื่องความเป็นอิสระส่วนตัว การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี การเคารพพ่อแม่ และการอยู่ในโอวาทที่คอยเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ซึ่งนี้คือค่านิยมที่วัยรุ่นยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ และการแสดงออกทางพฤติกรรมของตนเอง ได้แก่ การรู้จักควบคุมตนเอง เห็นคุณค่าของค่านิยมดั้งเดิม เช่น การทำบุญประเพณี การไปวัด ไปโบสถ์และมัสยิด พฤติกรรมสนับสนุนเชิงสังคม และการแสดงความเชื่อมั่นด้านความยุติธรรม และความสงบสุข ซึ่งจะเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว และเห็นคุณค่าความเป็นอิสระโดยการแสดงความสามารถที่จะประสบความสำเร็จใน ชีวิตอย่างมีความสุข และการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพการสร้างค่านิยมให้กับเยาวชน


ที่มา : http://nanasatun.blogspot.com/2013/01/blog-post.html?m=1

ความฟุ่มเฟือย

หาก ความฟุ่มเฟือยหมายถึง ความทันสมัยในนิยามของบางคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองไทยจะมีเบอร์โทรศัพท์มากกว่าจำนวนพลเมือง คลั่งไคล้ไอโฟนกันเป็นบ้าเป็นหลัง แถมคนหนึ่งก็มีมือถือไม่รู้ตั้งกี่เครื่อง เล่นเฟซบุ๊กจนเป็นแชมป์โลก ชอปปิ้งของนอกครั้งละหลายล้าน มีหลายสิ่งที่คนไทยมักจะทำอะไรอย่างบ้าคลั่งจนเกินความพอดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ!
        “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกโดยเฉพาะพฤติกรรมลบๆ กับค่านิยมใช้ของหรู ราคาแพง ฟุ่มเฟือยกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น ยึดติดกับสังคมบริโภคนิยมมากเกินพอดี หลงกระแสสังคมฟุ้งเฟื้อ แม้ต้องกู้และเสียดอกเบี้ยสาหัสสากรรจ์ก็พร้อมยอมจ่าย จนติดนิสัยใช้เงินเกินตัวไปแล้ว
ยุคสมาร์ทโฟน บ้า 'อัป โหลด แชร์'
        ด้วยรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ชอบเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเป็นว่าเล่น รุ่นไหนใหม่ล่ามาแรงก็หาซื้อกันตามกระแส ไม่ต่างจากเทรนด์แฟชั่น ต้องหน้าจอทัชสกรีน เล่นอินเทอร์เน็ตได้ ไว้อัป โหลด แชร์ วอทแอปกันให้กระจาย จนบางครั้งมากเกินความจำเป็น
        บางคนไม่ได้มีมือถือแค่เครื่องเดียว พก 2 เครื่อง 3 เครื่อง ราวกับนักธุรกิจพันล้าน แต่จริงๆ เป็นแค่นักเรียนนักศึกษา ป.ตรี ที่ส่วนใหญ่มีไว้แชต ไลน์ ถ่ายรูป อินสตราแกรม ไม่รู้ว่าจะคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อมารึเปล่า?
        นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเมืองไทยมีประชากร 65 ล้านคน แต่มีจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ถึง 80 ล้านเบอร์
       เบอร์มือถือที่มากเกินจำนวนพลเมืองกว่า 10 ล้านเบอร์ ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับมือถือสมาร์ทโฟน ซึ่งปีนี้มีจำนวนการซื้อเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว และบางรุ่นยังรองรับระบบ 2 ซิมได้อีกต่างหาก เท่านั้น ไม่พอ โปรโมชันแถมซิมแจกซิมของแต่ละค่ายยังเข้ามาเสริม ยิ่งทำให้จำนวนคนใช้สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาจึงกลายเป็นการใช้จ่ายเกินตัว
        ไม่ใช่เฉพาะเด็กวัยรุ่นบางกลุ่มที่อินเทรนด์เปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นภาระของครอบครัว พนักงานออฟฟิศกินเงินเดือนไม่ถึงหมื่นบางคนยังมีไอโฟนใช้เสริมความหรู ให้ดูดีมีระดับ จะบอกว่าเป็นเหมือนเครื่องประดับก็คงไม่ผิด เพราะบางคนมีใช้เพื่อโอ้อวดอย่างนั้นจริงๆ หากไม่มีเงินสดซื้อ ก็ขอใช้สิทธิ์ผ่อนสบายๆ แบบดอกเบี้ย 0% นาน 4 เดือน ถือว่าคุ้มค่า ถ้าพวกเขาต้องการมันเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม
        มีคนบางจำพวกที่อาจใช้คำว่า คลั่งไคล้จนเกินเหตุ อย่างสาวกแอปเปิล ไม่ว่าสินค้าตระกูล ไอจะออกมาแบบไหนให้เลือกซื้อ สาวกแอปเปิลไม่เคยพลาด กวาดเรียบทุกรายการ ไล่ระดับความต้องการถือครอง ตั้งแต่ ไอโฟน 3 4 5 มาเป็นไอแพด และล่าสุดกับไอแพด มินิ ที่ตัวแทนจำหน่าย 3 เครือข่ายค่ายยักษ์ของไทยบอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า มีคนให้ความสนใจไม่แพ้ ไอโฟน 5 ที่เคยเปิดตัวไปก่อนหน้าแล้ว
        เมื่อกระแสไอโฟน ถูกผูกติดกับรสนิยมหรู มีระดับ ที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง สื่อบ้านเราก็ยิ่งประโคมข่าวกระตุ้นสาวกแอปเปิลด้วยการนับเคานต์ดาวน์เพื่อแชะภาพคนซื้อไอโฟนคนแรกในไทย จึงปฏิเสธไม่ได้สื่อมวลชนเองนั่นแหละที่ทำให้คนมีความคิดแบบนั้น
        ก่อนหน้านี้คุณตัน ภาสกรนที ก็เล่นเกมรุกเกาะกระแสแอปเปิล ด้วยการแจกไอโฟน 5 เหมือนกัน แม้ว่าต่อมาจะออกมาประกาศยกเลิกการแจกกลางครัน และก่อนหน้านี้เคยประกาศแจกโทรศัพท์มือถือ OPPO 30 เครื่อง ด้วยกติกาง่ายๆ แค่กด Like แล้ว Share ถือเป็นการทำมาร์เกตติ้งในโลกยุคคนคลั่งเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะเจาะ
      
        ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันพัฒนาไปมาก ไปถึงจุดที่มือถือสมัยก่อนไม่สามารถทำได้ และทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก แม้แต่การวางแผนเดินทาง ดูแผนที่ เช็กข้อมูลจราจรสามารถทำได้ผ่านมือถือทั้งหมด แต่หากเรายึดใช้ตามเทรนด์อย่างไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า หลงเล่ห์กลการตลาดที่โฆษณาปั่นกระแสแก่ผู้คนในสังคม ก็จะติดนิสัยฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว
กรุงเทพฯ แชมป์เมืองเล่นเฟซบุ๊ก
       ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อสถิติชี้ชัดว่าคนกรุงเทพฯ เป็นเมืองเล่นเฟซบุ๊กอันดับ 1 ของโลก สะท้อนถึงชีวิตคนเมืองทุกวันนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเดินคู่ขนานกับโลกออนไลน์ คุ้นเคยเสมือนหนึ่งเป็นเพื่อนแก้เหงาทั้งยามว่าง และไม่ว่าง จนเทคโนโลยีเข้ามากินพื้นที่ชีวิตมากเกินไป
        หากย้อนดูสถิติการเล่นเฟซบุ๊กในแต่ละเมือง อันดับที่ 1 ได้แก่กรุงเทพฯ ประเทศไทย มีคนเล่นกว่า 8,682,940 คน ซึ่งมากกว่าอันดับที่ 2 ราวล้านคน นั่นคือ เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีคนเล่นกว่า 7,434,580 คน อันดับที่ 3 ได้แก่เมือง อิสตันบูล ประเทศ ตุรกี มีคนเล่นกว่า 7,066,700 คน
        ลองพิจารณาดูอย่างมีเหตุผลซิว่าทำไมเมืองหลวงเล็กๆ อย่างกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าหลายๆ เมืองในโลก ถึงได้มีคนเล่นเฟซบุ๊กอย่างไม่ลืมหูลืมดู บางคนไม่หลับไม่นอน นั่งเล่นดึกดื่นยันเช้าจนหัวใจวายตายก็มีเป็นตัวอย่างให้เห็น
        บางคนใช้เฟซบุ๊กไม่รู้จักเวลา เล่นเกมปลูกผักในคาบเรียน แชตเฟซกับเพื่อน อัป โหลด แชร์ ขึ้นสเตตัสในเวลางาน เผลอๆ ใช้คอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยซ้ำ ถ้าบางคนใช้เพื่อทำงานก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าใช้ในเชิงไร้สาระ เป็นสื่อรักจีบสาวก็ไม่ควรอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลางาน กระทั่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ต้องออกคำสั่ง ห้ามข้าราชการมท. เล่นเว็บดัง "เฟซบุ๊ก" ในเวลาราชการ
        นับวันอาการติดเฟซบุ๊กของคนไทย มันมากจนเกินขีดความยับยั้งชั่งใจ เชื่อเลยว่าตอนนี้คนใช้อินเทอร์เน็ตเกินครึ่ง ถ้าเปิดคอมพิวเตอร์ปุ๊บ ต้องรีบเปิดเฟซบุ๊กปั๊บ บางคนติดหนักถึงขนาดไม่สนใจคนรอบข้าง นั่งจิ้ม นั่งกด คุยกับคนในโลกออนไลน์ได้ทั้งวันทั้งคืน จนมีกรณีฆ่ากันตาย เพราะหึงแฟนคุยเฟซบุ๊กก็เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว
        โศกนาฏกรรม และ อาชญากรรมจากเฟซบุ๊กยังมีให้เห็นไม่เว้นวัน จึงควรใช้อย่างมีสติ ถ้าไม่อย่างนั้นจากที่เราเคยใช้มัน อนาคตมันอาจจะใช้เรา
       นโยบายรถยนต์คันแรก ทำป้ายทะเบียนหมดประเทศ
        “10 ปีที่ผ่านมาพบว่า กทม.มีรถเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 2.4 แสนคัน แต่ในเดือนสิงหาคมปี 2555 มีปริมาณรถเพิ่มแล้ว 6.7 แสนคัน
        จากนโยบายลดภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ทำให้คนแห่ซื้อรถยนต์เป็นทิวเป็นแถว รถใหม่ป้ายแดงที่ว่าโก้ว่าหรูออกมาขับท่องถนนกันให้เกลื่อน จนจราจรคับคั่งผิดหูผิดตา แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธว่าจราจรที่ติดขัดนั้นไม่ได้มาจากนโยบายดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้รถยนต์ที่เคยติดอยู่แล้วน้อยลงกว่าเดิม ซ้ำร้ายป้ายทะเบียนที่เราใช้กันมาหลายสิบปีดันหมด จากที่คาดการณ์ว่าจะใช้ได้ถึงต้นปีหน้า
        จากข้อมูลการจดทะเบียนรถใหม่ของทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขณะนี้เฉลี่ยเดือนละ 50,000 คัน จากปกติมีรถใหม่จดทะเบียนเฉลี่ยเดือนละ 20,000 คัน เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากนโยบายรถยนต์คันแรก ส่งผลให้เลขทะเบียนรถยนต์ที่มีตัวอักษร นำ 2 ตัว ตามด้วยหมายเลข หมดลงในเดือน พ.ย. ทำให้กรมการขนส่งทางบก เตรียมใช้ทะเบียนรถยนต์แบบใหม่อีก แบบมีตัวเลข 1 ตัวนำตัวอักษร 2 ตัว ตามด้วยเลขทะเบียนไม่เกิน 4 ตัวและชื่อจังหวัด เช่น 8กก 8888 กรุงเทพมหานคร
        หลังจากมีการใช้ป้ายทะเบียนแบบใหม่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะสามารถใช้จดทะเบียนรถใหม่ได้อีกนานถึง 157 ปี คิดเป็นจำนวนรถทั้งสิ้น 56,334,366 คัน นี่เป็นตัวเลขในอนาคต เมื่อเทียบกับพื้นที่ถนนในปัจจุบัน แทบทุกมุมตึกในกรุงเทพฯ จะเห็นเส้นถนนพาดสลับกันราวกับใยแมงมุม ทุกพื้นที่สาธารณะใช้เป็นถนนให้รถวิ่ง ซึ่งดูเหมือนถนนแต่ละเส้นไม่พอกับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นทุกปีด้วยซ้ำ
      
        มาถึงตอนนี้ความจริงปรากฏให้เห็นแล้วว่านโยบายรถยนต์คันแรก นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหารถติดได้ แล้ว หนำซ้ำยังทำให้รถติดหนักเพิ่มไปอีก สังคมบอบช้ำไม่พอยังปลูกฝังค่านิยมเรียนจบต้องมีรถขับ เด็กยังไม่ทันได้ทำงานจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถ ถ้าไม่ใช่ครอบครัวสนับสนุน นโยบายลดภาษีรถจึงเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ตาโต แล้วคิดบ้างไหมว่ามันจำเป็นแค่ไหน แถมสิ้นเปลืองพลังงานชาติ และยิ่งเป็นการตอกย้ำนโยบายสอบตกของรัฐบาลชุดนี้ว่าไม่มีความรับผิดชอบ
คนไทยนักชอประดับท็อปของโลก
        นิสัยอู้ฟู่ฟุ้งเฟ้อ แห่ชอปสินค้าฟุ่มเฟือยสนุกมือ กลายเป็นอีกภาพลักษณ์หนึ่งของไทย ที่ต่างชาติยกตำแหน่งนักชอปแหลกอันดับ 6 ของโลกให้ไปครอง
        ยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นผิดหูผิดตา เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง กระเป๋าถือ แว่นตา รถหรู กำลังพุ่งทะยาน สวนทางส่งออก จนทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ากว่า 2.7 แสนล้านบาท ขณะที่ต่างชาติมองไทยว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านกำลังซื้อมากที่สุดติดอันดับ 1 ของโลก จากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นภาคการค้าปลีกให้เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
        จากการสำรวจข้อมูลนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางไปจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มประเทศยุโรป ในปี 2555 พบว่า นักท่องเที่ยวไทย ซื้อสินค้าและยื่นขอคืนภาษีจำนวนมาก ติดอันดับ 6 ของโลกขณะที่อันดับ 1 ที่ชอปปิ้งในกลุ่มประเทศยุโรปมากที่สุดคือ ประเทศจีน รองลงมาคือ รัสเซีย ญี่ปุ่น อเมริกา และอินโดนีเซีย ตามลำดับ
        แนวโน้มว่าภายใน 3-10 ปี ข้างหน้า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวยุโรป ยังคงเป็นนักชอปที่ทรงอิทธิพล อย่างกรณีดารา ไฮโซ เซเลบเมืองไทย ก็ถือเป็นนักช้อปแหลกตัวยง ไม่ใช่มือสมัครเล่นแน่นอน เพราะชอปของเมืองนอกแต่ละที ต้องแบรนด์เนมเท่านั้น ครั้งหนึ่งหมดเงินไปเป็นล้าน เบาๆ ก็หลักแสน มีทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ คอลเลกชันไหนใหม่เอี่ยม เหาะไปซื้อถึงต่างประเทศทันที ในราคาที่สมกับความเป็นซุป'ตาร์เมืองไทย
        ล่าสุดมีข่าวว่าสาวอั้ม-พัชราภา ซื้อกระเป๋าแอร์เมส ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ วิกตอเรีย เบ็คแฮมที่ว่ากันว่า ราคาสูงทะลุเพดาน 4 ล้านบาท กระเป๋าใบนี้รึเปล่า? ที่มีส่วนทำให้ไทยขาดดุลการค้า!
        คนรวย มีเงินจะซื้อของแพงเพื่อความสุขของตัวเองก็คงไม่มีใครว่า ไม่มีใครห้ามไม่ให้ซื้อได้ แต่ถ้ารวมกันหลายคน ซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อไม่รู้จักพอ จนเงินไหลออกนอกประเทศหมด มันคงเป็นเรื่องเสียเปรียบดุลการค้า ส่วนคนมีเงินน้อยแล้วคิดจะเอาตามอย่าง อยากลองเปลี่ยนสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมดูบ้าง ทางเลือกของมนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะใช้บัตรจ่าย เพราะสะดวกและเต็มใจจ่ายแบบไม่รู้สึกว่าเงินก้อนหนาๆ หายไป แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เงินจ่ายออกไปง่าย ถ้าไม่มีวินัยในการใช้เงิน อาจติดหนี้บัตรเครดิตหัวโตแบบไม่รู้ตัว
        อย่าคิดแค่รูดบัตรไปแลก gift voucher สะสมแต้มไปดูหนังฟรี รับบัตรกำนัลห้าง ไว้ซื้อสินค้า ดูก่อนว่าของที่ซื้อนั้นจำเป็นมากแค่ไหน เพราะเงินอนาคตที่ใช้ไปง่ายๆ สักวันก็ต้องทำงานหามาใช้คืนอยู่ดี
       บางสิ่งบางอย่างเป็นเพียงแค่เทรนด์ตามยุคตามสมัย พอหมดกระแสนิยมก็สร่างซา หมดความน่าสนใจ ถ้าหากยึดติดมากไปก็ไม่ดี ไม่สนใจเลยก็ไม่ได้ เพราะสังคมโลกมีอะไรมากกว่าที่จะหยุดอยู่แค่ตัวเรา การยับยั้งชั่งใจเป็นสิ่งที่เราตีกรอบให้ตัวเองได้ ตรงเส้นความพอดีที่เรากำหนดเอง จะได้ไม่ติดอยู่ในสังคมบริโภคนิยมมากเกินไป

ที่มา :  ASTV ผู้จัดการ Live

       

รายชื่อสินค้าฟุ่มเฟื่อยและการนำเข้าประเทศ

มูลค่าการนำเข้า แยกตามหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย
กุมภาพันธ์ พ.. 2559 ถึง พฤษภาคม พ.. 2559
หน่วย : บาท

ชื่อรายการ
.. 2559
เม.. 2559
มี.. 2559
.. 2559
ไวน์
163,632,251
154,925,697
198,679,853
147,261,130
สุราต่างประเทศ
619,089,996
663,190,531
794,275,566
825,322,202
ผลไม้
1,258,694,649
1,786,483,725
1,864,338,518
1,726,897,328
ดอกไม้
47,444,151
37,420,846
41,390,684
43,235,059
น้ำหอมและเครื่องสำอางค์
2,754,724,822
2,430,853,131
3,101,922,728
2,588,287,100
กระเป๋าหนังและเข็มขัดหนัง
1,401,778,788
1,274,507,409
1,390,489,078
1,363,063,862
ผ้าทอทำด้วยขนสัตว์
77,117,131
58,569,741
58,981,383
74,550,229
สูท เสื้อ กระโปรง กางเกง สำหรับบุรุษ สตรี เด็กชาย และเด็กหญิง และเนคไท
968,350,221
1,040,570,076
1,150,979,888
1,077,671,648
รองเท้าหนังและรองเท้าผ้าใบ
592,121,614
634,987,144
679,630,737
756,118,446
เครื่องแก้วชนิดใช้บนโต๊ะอาหาร หรือใช้ตกแต่งภายในที่ทำด้วยคริสตัล
6,100,463
3,122,306
9,323,290
7,162,506
เครื่องประดับที่ทำด้วยคริสตัล
307,899,505
286,741,907
308,290,005
191,140,014
เลนส์
518,104,153
658,886,811
657,651,839
503,333,716
แว่นตา
329,182,549
233,729,033
296,425,614
239,044,643
กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์
86,244,732
90,830,429
102,501,439
96,861,343
นาฬิกาและอุปกรณ์
1,756,756,775
1,400,300,769
2,204,991,769
1,907,643,281
ปากกาและอุปกรณ์
179,249,897
183,378,516
173,386,256
176,769,739
ไฟแช็คและอุปกรณ์
30,070,616
31,502,485
20,784,655
57,364,767
รวม
11,096,562,313
10,970,000,556
13,054,043,302
11,781,727,013

ที่มา : สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมศุลกากร
ปรับปรุงเมื่อวันที่ 28 มิ.. 2559 เวลา 03:11:55  .

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของเทคโนโลยี

เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่างๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
ที่มา: http://www.thaigoodview.com/node/149384

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่นๆ


         เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันโดยจะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นตัว ความรู้ไม่ใช่ในทางปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้ วัดได้หรือจับต้องได้ วิทยาศาสตร์จะไม่มีคุณค่าถ้า ไม่มีเทคโนโลยีเชื่อมโยง และเทคโนโลยีที่ปราศจากวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานก็จะไม่สามารถนำไปใช้ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดได้   เทคโนโลยีเป็นการประยุกต์ใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งความรู้ ทักษะ วัสดุอุปกรณ์ ในการแก้ปัญหาหรือ สร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์โดยอาศัยความรู้หลากหลายวิชา เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางศิลปะ ความรู้ทางมนุษย์ศาสตร์ เป็นต้น
        สัมพันธ์กับศาสตร์ทุกสาขาเช่นกัน มนุษย์ซึ่งเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีจึงต้องมีความจำเป็นต้องให้ความสนใจใส่ใจ ทำความเข้าใจอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีให้ได้ และที่สำคัญที่สุดต้องสามารถเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงาน และการดำรงชีวิตให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขด้วย เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์ กับวิทยาศาสตร์อย่างไร รออกแบบและเทคโนโลยี ม.4-6 21เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาให้มีความก้าวหน้าทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกตอบสนองความต้องการ ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องพึ่งพา ให้ครอบคลุมเกือบทุกปัจจัยจนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตการดำรงอยู่ของมวลมนุษยชาติ ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองปัจจัย 4 ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ และตอบความต้องการเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการทำงาน การประกอบอาชีพ การคมนาคม การสื่อสารสารสนเทศ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนความมั่นคง ความปลอดภัย การแก้ไขปัญหา การป้องกันอันตราย และอื่นๆ อีกมากมาย
   

ที่มา: https://kruneedesign.wordpress.com/2013/08/30/หน่วยที่-1-เรื่องที่-1-เทคโ/

ความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี


    เทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์กับงานสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทำให้วงการวิชาชีพหันมาปรับปรุงกลไกในวิชาชีพของตนให้ทันกับสังคมสารสนเทศ เพื่อให้ทันต่อกระแสโลก จึงทำให้เกิดการบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต การให้บริการส่งข่าวสาร SMS หรือการโหลดเพลงผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ยังได้สร้างระบบงานสารสนเทศในหน่วยงานของตนเองขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น การทำเว็บไซด์ของหน่วยงานเพื่อใช้ประโยชน์จากสารสนเทศเหล่านั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางและคุ้มค่า โดยสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อใช้ในการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ การปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ เพื่อการวางแผนและการจัดการ
    ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีบทบาทและความสำคัญมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวลผล การเรียกใช้ การสื่อสารสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนและใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ (สุนทร แก้วลาย. 2531:166) พอสรุปได้ดังนี้
1.ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาสารในแต่ละวัน
2.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
3.การจัดเรียงลำดับสารสนเทศ ฯลฯ
4.ช่วยในการจัดเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่เรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
5.ช่วยในการจัดระบบอัตโนมัติ เพื่อการจัดเก็บ การประมวลผล และการเรียกใช้สารสนเทศ
6.ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
7.ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง โดยใช้ระบบโทรศัพท์ และอื่นๆ
ที่มา:http://www.bloggang.com/viewdiary.phpid=basbasic&month=102007&date=05&group=4&gblog=4